เช็กลิสต์ความเสียหายโครงสร้างบ้านหลังน้ำท่วม (ผนัง, เสา, คาน) ก่อนเริ่มงานรีโนเวทใหญ่

เช็กลิสต์ความเสียหายโครงสร้างบ้านหลังน้ำท่วม: สิ่งที่ต้องตรวจก่อนเริ่มงานรีโนเวทใหญ่

เช็กลิสต์ความเสียหายโครงสร้างบ้านหลังน้ำท่วม (ผนัง, เสา, คาน) ก่อนเริ่มงานรีโนเวทใหญ่

สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม การประเมินความเสียหายหลังน้ำลดถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อนเริ่มโครงการรีโนเวทบ้าน หรือต่อเติมบ้าน เนื่องจากน้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหลักของบ้านอย่างเงียบๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความไม่มั่นคงของอาคารในระยะยาวได้ การตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการซ่อมแซมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง บทความนี้จะนำเสนอเช็กลิสต์สำคัญสำหรับตรวจหาความเสียหายของโครงสร้างหลัก (ผนัง เสา และคาน) เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านของคุณแข็งแรงและปลอดภัยก่อนการต่อเติมบ้านครั้งใหญ่

ความเสียหายต่อโครงสร้างหลัก: ผนัง เสา และคาน

โครงสร้างหลักของบ้าน (เสา คาน และฐานราก) คือส่วนที่รับน้ำหนักทั้งหมด หากเกิดความเสียหายแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยได้

1. การตรวจสอบเสาและคาน (Structural Integrity)

เสาและคานเป็นองค์ประกอบหลักที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักของอาคาร ความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมมักมาจากความชื้นที่ซึมเข้าสู่โครงสร้างเหล็กเสริมภายใน (Reinforcement Steel) และทำให้เกิดสนิม

  • รอยแตกร้าวที่ผิดปกติ: ตรวจหารอยแตกร้าวขนาดใหญ่ (กว้างเกิน 1 มม.) โดยเฉพาะรอยแตกที่เป็นแนวเฉียง หรือรอยแตกรูปตัว X บนเสาและคาน รอยแตกลักษณะนี้อาจบ่งชี้ถึงการรับน้ำหนักเกินหรือการทรุดตัว
  • สนิมเหล็กเสริม: สังเกตการหลุดร่อนของผิวคอนกรีต (Spalling) หรือคราบสนิมสีน้ำตาลที่ไหลออกมาจากรอยร้าว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเหล็กเสริมภายในคอนกรีตกำลังเป็นสนิมและขยายตัว ทำให้คอนกรีตแตกออก การเกิดสนิมจะลดความแข็งแรงของโครงสร้างอย่างมาก
  • การโก่งตัวหรือบิดเบี้ยว: ใช้ระดับน้ำวัดความตรงของเสาและคาน หากพบการโก่งตัวหรือบิดเบี้ยวจากแนวตั้งฉากหรือแนวระนาบอย่างชัดเจน อาจหมายถึงโครงสร้างได้รับแรงกระทำเกินขีดจำกัด

2. การตรวจสอบผนัง (Wall Damage)

ผนังที่ทำจากอิฐหรือคอนกรีตมักได้รับผลกระทบจากความชื้นสูงและแรงดันน้ำ

  • รอยร้าวตามแนวตั้งและแนวนอน: ผนังอาจเกิดรอยแตกร้าวได้หลายรูปแบบ รอยร้าวแนวตั้งมักเกิดจากการทรุดตัวที่ไม่สม่ำเสมอ ส่วนรอยร้าวแนวนอนที่เกิดจากแรงดันน้ำในระยะเวลานานอาจส่งผลต่อความมั่นคงของผนังโดยรวม
  • ความชื้นและเชื้อรา: สังเกตคราบน้ำหรือเชื้อราที่ขึ้นตามบริเวณผนังที่เคยถูกน้ำท่วม หากยังคงมีกลิ่นอับหรือความชื้นสะสมอยู่ แสดงว่าน้ำยังคงค้างอยู่ในเนื้อวัสดุ การรีโนเวทบ้านโดยไม่แก้ปัญหานี้ก่อนจะทำให้สีทาหรือวัสดุตกแต่งเสียหายในภายหลัง
  • ผนังบวม/พอง: ผนังเบาหรือผนังยิปซัมที่ถูกน้ำท่วมจะบวมพองและอ่อนตัวลง ต้องทำการรื้อถอนและเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

ขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มโครงการรีโนเวทหรือต่อเติมบ้าน

เมื่อตรวจพบความเสียหายแล้ว การดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องก่อนการรีโนเวทบ้าน หรือต่อเติมบ้านจะช่วยป้องกันปัญหาในอนาคต

1. การปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง

หากพบรอยร้าวขนาดใหญ่ (กว้างเกิน 1 มม.) หรือสัญญาณของสนิมเหล็กเสริม ห้ามดำเนินการซ่อมแซมเอง โดยเด็ดขาด ควรปรึกษาวิศวกรโครงสร้างเพื่อทำการประเมินความเสียหายอย่างเป็นทางการ และให้คำแนะนำในการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างอย่างถูกหลักวิศวกรรม

2. การไล่ความชื้นออกจากโครงสร้าง

ก่อนการซ่อมแซมใดๆ ต้องมั่นใจว่าวัสดุทุกส่วน โดยเฉพาะผนังและพื้น ได้แห้งสนิทแล้ว อาจต้องใช้พัดลมเป่าความชื้น หรือเปิดช่องระบายอากาศทิ้งไว้หลายสัปดาห์ การต่อเติมบ้านบนฐานโครงสร้างที่ยังมีความชื้นจะทำให้เกิดปัญหาเชื้อราและกลิ่นอับภายหลัง

3. การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ

ทำความสะอาดพื้นผิวที่เคยถูกน้ำท่วมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ (เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสม) เพื่อกำจัดเชื้อรา แบคทีเรีย และกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่สะสมอยู่

Varanchaya พันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านรีโนเวทและต่อเติม

เมื่อคุณได้เช็กความเสียหายโครงสร้างอย่างครบถ้วนแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มโครงการรีโนเวทบ้าน หรือต่อเติมบ้านให้บ้านกลับมาสวยงามและแข็งแรงอีกครั้ง Varanchaya คือบริษัทรับรีโนเวทบ้านและรับตกแต่งภายในที่พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ เรามีทีมวิศวกรและสถาปนิกที่เชี่ยวชาญในการประเมินและซ่อมแซมโครงสร้างที่เสียหายหลังน้ำท่วม ทำให้คุณมั่นใจได้ว่างานต่อเติมบ้านของคุณจะดำเนินไปบนฐานโครงสร้างที่มั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริง

 


 ติดต่อสอบถาม VARANCHAYA

8/31 หมู่ที่ 3 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
Email : grudecor.new@gmail.com | Phone : 086-365-9998